เครื่องสำอางสมุนไพร

เครื่องสำอางสมุนไพร

เครื่องสำอางสมุนไพร

เครื่องสำอางสมุนไพร ออร์แกนิคไทยในฟิลิปปินส์ฉายแววรุ่ง : โอกาสภายใต้ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป” (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

30 มกราคม 2558 : สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ หากกล่าวถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แน่นอนว่าตลาดหลักที่สำคัญของไทย ก็คือตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ที่ผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยให้ความสนใจในการเข้าไปทำตลาดมากที่สุด จากความได้เปรียบด้านพรมแดนที่เชื่อมถึงกันได้สะดวกและความคุ้นเคยต่อสินค้าไทย อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหนึ่งตลาดที่เป็นโอกาสทางธุรกิจเช่นกัน นั่นก็คือ ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์ เป็นตลาดหนึ่งในอาเซียนที่น่าจับตามองของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอย่าง เครื่องสำอาง โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นตามลำดับ จากอานิสงส์การค้าการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงเติบโตสูงในระดับร้อยละ 6.0-7.0 ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน (ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.7-5.8) นอกจากนี้ แรงงานที่ออกไปทำงานต่างประเทศและส่งเงินรายได้กลับเข้ามายังฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ช่วยผลักดันให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวอย่างมากในช่วงหลัง ส่งผลให้ผู้บริโภคภายในประเทศมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และหันมาเริ่มพิถีพิถันกับการจับจ่ายใช้สอยสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามมากขึ้น

การเติบโตของสินค้าเครื่องสำอางในฟิลิปปินส์ ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมเมือง ที่ทำให้วิถีชิวิตของผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการเข้าสังคมและการสังสรรค์ นอกจากนี้ การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและบทบาทของสื่อโซเซียลมีเดีย ยังมีส่วนต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ในแง่ของการรับรู้และความสนใจที่มีต่อสินค้าในกลุ่มสุขภาพและความงามมากขึ้นตามลำดับ สะท้อนได้จากมูลค่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางของฟิลิปปินส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 มีมูลค่าทั้งสิ้น 602.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 19.5 (YoY) โดยประเภทของเครื่องสำอางที่ฟิลิปปินส์นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเครื่องสำอาง รองลงมาคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามประเภท Make up และบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยในช่องปากและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย (สบู่, แชมพู, ยาระงับกลิ่นกาย, ผลิตภัณฑ์โกนหนวด)

ทั้งนี้ ในระยะที่ผ่านมา ไทยค่อนข้างมีบทบาทในตลาดเครื่องสำอางฟิลิปปินส์มากพอสมควร จากการเป็นตลาดนำเข้าอันดับ 2 และหากมองจากฝั่งไทย ฟิลิปปินส์ก็เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 เป็นรองแค่ญี่ปุ่น (ฟิลิปปินส์ถือเป็นตลาดส่งออกเครื่องสำอางอันดับ 1 ของไทยในอาเซียน) โดยสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางของไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยในช่องปากและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย ซึ่งไทยครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 40 ของการนำเข้าจากตลาดโลก รองลงมา คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามประเภท Make up และบำรุงผิว ในขณะที่คู่แข่งสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านใน AEC อย่าง สิงคโปร์และอินโดนีเซีย รวมไปถึงจีน ที่เข้ามาเบียดส่วนแบ่งในตลาดนี้เพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง

เจาะลึกพฤติกรรมชาวฟิลิปปินส์ กลยุทธ์จับตลาดผู้บริโภคที่มีความแตกต่างด้านรายได้ & รสนิยม

ด้วยโอกาสทางการตลาดที่เกิดขึ้น ฟิลิปปินส์จึงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจในแง่ของการเข้าไปเจาะตลาดผู้บริโภค ซึ่งกำลังเพิ่มความสนใจและมีความต้องการสินค้าในกลุ่มความงามมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกเครื่องสำอางไทยไปฟิลิปปินส์ ปี 2558 จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 260-270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเติบโตราวร้อยละ 20-25 (YoY) โดยสินค้าที่มีโอกาสสูงในการเจาะตลาดฟิลิปปินส์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยในช่องปาก อาทิ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและบำรุงผิว (Make up & Skin Care) รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์โกนหนวด ที่ในระยะหลังเติบโตแบบก้าวกระโดดและได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากนี้ จากกระแสความนิยมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติหรือออร์แกนิค (Organic) น่าจะทำให้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนผสมดังกล่าว มีโอกาสเติบโตในตลาดฟิลิปปินส์เพิ่มมากขึ้น

เครื่องสำอางสมุนไพร ออร์แกนิค อีกหนึ่งโอกาสธุรกิจที่ท้าทายรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคฟิลิปปินส์

หากวิเคราะห์ถึงมุมมองของชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อสินค้าเครื่องสำอางไทย จะพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เครื่องสำอางไทยได้รับความนิยมและถือเป็นจุดแข็งหลักๆ จะมาจากการที่เครื่องสำอางไทยมีคุณภาพภายใต้ระดับราคาที่เหมาะสม มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาเทรนด์ของเครื่องสำอางเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน รวมไปถึงจากการที่ไทยเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่สำคัญ ยังทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ค่อนข้างดีในสายตาผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งน่าจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยในระดับ SMEs ทั้งที่มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ ที่แม้ในปัจจุบันจะยังมีสัดส่วนการส่งออกไม่มากนัก เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (ที่ส่วนใหญ่มีการวางกลยุทธ์ตามนโยบายของบริษัทแม่) ในแง่ของการพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของชาวฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ อีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยก็คือ กระแสความนิยมในเครื่องสำอางสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติหรือออร์แกนิค (Organic) ของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ไทยก็มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตเครื่องสำอางมีส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่สกัดจากธรรมชาติ จากสมุนไพรและพืชพรรณที่อยู่ในประเทศหลากหลายชนิด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรูปลักษณ์และกลิ่น รวมถึงมีคุณสมบัติด้านความงามที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น หากผู้ประกอบการอาศัยกระแสการตื่นตัวในเครื่องสำอางสมุนไพรเข้าไปทำตลาด ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทย มีโอกาสเข้าไปขยายพื้นที่ทางการตลาดในสินค้าเครื่องสำอางในฟิลิปปินส์ได้พอสมควร

ทั้งนี้ แม้ว่าความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญในตลาดฟิลิปปินส์ ก็คือแบรนด์ไทยยังไม่แข็งแกร่งมากนัก ทำให้การเจาะตลาดค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก ประกอบกับค่าจ้างแรงงานของไทยมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ราคาสินค้าเครื่องสำอางของไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง รวมถึงงบด้านการตลาดที่อาจมีจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสและสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางฟิลิปปินส์ สำหรับผู้ประกอบการเครื่องสำอางแบรนด์ไทย นั่นก็คือ การวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ค่อนข้างมีความแตกต่างทางด้านรายได้และรสนิยมในการบริโภค จะเห็นได้ว่า แม้ว่ากว่าร้อยละ 70 ของประชากรฟิลิปปินส์ เป็นผู้มีรายได้ต่ำ แต่ในระยะหลังจำนวนผู้มีรายได้ปานกลาง-สูง ก็เริ่มขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจึงมีส่วนอย่างมากต่อการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

การจับจ่ายสินค้าของชาวฟิลิปปินส์ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยม: ซึ่งกระแสนิยมที่ได้รับความสนใจในสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางขณะนี้ คือ กระแสตื่นตัวในกลุ่มสินค้าสมุนไพรและออร์แกนิค (Organic) รวมไปถึงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเพื่อผิวกระจ่างใส และเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติหลายประการในผลิตภัณฑ์ตัวเดียว ผู้ประกอบการไทยควรชูจุดเด่นด้านสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อสร้างการรับรู้ในตราสินค้า

โอกาสของผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทย: อยู่ที่กลุ่มสินค้าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของสินค้าเครื่องสำอางไทย จากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศที่มีอยู่หลากหลายชนิดในแต่ละภูมิภาค อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเพื่อสุขภาพและความงามหลายประการ โดยเน้นเจาะตลาดผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ในตลาดระดับบน ที่เน้นกลุ่มวัยทำงานและวัยกลางคน ที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและความงามมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเต็มใจที่จะจ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยม จะอยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลตัวเองและเสริมความงาม

ช่องทางการจัดจำหน่ายค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ: ชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ชื่นชอบการซื้อของจาก Supermarket แทนร้านค้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในเมืองหลวงของประเทศอย่าง กรุงมะนิลา ที่มีการขยายตัวของ Supermarket ค่อนข้างสูง จากการเพิ่มขึ้นของอสังหาริมทรัพย์กลุ่มที่พักอาศัยและแหล่งช็อปปิ้งใหม่ๆ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายนี้ได้ จะทำให้มีโอกาสสูงในการเจาะตลาดผู้บริโภค ทั้งนี้ แม้ว่าผู้บริโภคฟิลิปปินส์จะมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าสูงมาก แต่จากพฤติกรรมที่ชอบทดลองสินค้า ทำให้การเปิดรับสินค้าใหม่ๆ ยังมีโอกาสสูงสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่วางจำหน่ายใน Supermarket ซึ่งมีความหลากหลายของสินค้า ราคากำกับที่แน่นอน และโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ

รุกตลาดด้วย Business Model ที่เหมาะสม: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โมเดลทางธุรกิจที่คาดว่ายังไปได้ในตลาดนี้ คือ การพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อชูจุดขายด้านอรรถประโยชน์เจาะผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มวัยทำงานหรือวัยกลางคน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและต้องการทดลองสินค้าใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่มีในตลาด ในขณะที่การแข่งขันด้านราคา อาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างเสียเปรียบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าค่อนข้างมาก และสามารถทำราคาได้ต่ำ รวมไปถึงเครื่องสำอางนำเข้าจากคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำอย่าง จีน ซึ่งจูงใจผู้บริโภครายได้ต่ำ เป็นต้น

แนวทางการเข้าสู่ตลาดที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว: ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาดที่ชัดเจน เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางภาพลักษณ์ของสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา ช่องทางการจัดจำหน่ายและกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสม

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย: แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ (ในปี 2558 IMF คาดการณ์รายได้ต่อหัวของชาวฟิลิปปินส์ อยู่ที่ระดับ 3,256 ดอลลาร์ฯ/คน/ปี) และส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าโดยพิจารณาปัจจัยด้านราคา แต่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ ก็ยังมีความต้องการสินค้าอยู่ไม่น้อย สะท้อนจากยอดขายครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 2 (CAGR 2555-2557) หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.39 ล้านเปโซ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.45 ล้านเปโซในปี 2560[2] ดังนั้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภคก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของประเทศได้

สำหรับผู้บริโภคระดับกลาง: การปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กและจำหน่ายในระดับราคาที่เข้าถึงได้ น่าจะดึงดูดความสนใจได้จากความคุ้มค่าและน่าทดลองใช้ มากกว่าการแข่งขันด้านราคา (เนื่องจากชาวฟิลิปปินส์ชอบทดลองสินค้าใหม่ๆ และมีความถี่ในการซื้อค่อนข้างบ่อย)

สำหรับผู้บริโภคระดับบน: ก็ควรนำเสนอสินค้ากลุ่มพรีเมียม ที่ชูจุดขายด้านอรรถประโยชน์และสรรพคุณหรือคุณสมบัติด้านความงาม และมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่หรูหรามีเอกลักษณ์ มีการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง

ชูจุดขายผ่านการวิจัยและพัฒนา: การรับรองจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ กลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นในสายตาผู้บริโภค เครื่องสำอางสมุนไพรไทยส่วนใหญ่ ยังขาดการสร้างแบรนด์และการรับรู้ไปสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคที่อยากจะทดลองสินค้ายังมีความกังวลต่อผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผู้ประกอบการเครื่องสำอาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ควรมีประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ เครือข่ายผู้ประกอบการเครื่องสำอาง หรือสถาบันทางการศึกษาเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน รวมถึงสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าหรือสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ก็จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและสามารถเข้าตลาดได้ง่ายขึ้น

การนำเสนอสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ เช่น Social media มีส่วนต่อการรับรู้และตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค: แม้ว่าการนำเสนอสินค้าประเภทเครื่องสำอางผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์จะได้รับความนิยมสูง แต่ช่องทางใหม่ในการสื่อสารอย่างอินเทอร์เน็ตและโซเซียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ก็มีอิทธิพลไม่น้อยต่อการรับรู้ของชาวฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น/วัยทำงาน ที่มีความตื่นตัวกับกระแสโซเซียลในยุคดิจิตอล

กลุ่มวัยรุ่นของฟิลิปปินส์ชื่นชอบและติดตามผลงานของนักแสดงของไทยอย่างมากในระยะหลัง ทำให้นักแสดงเหล่านั้น มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นพอสมควร ดังนั้น การประชาสัมพันธ์หรือการนำเสนอสินค้าผ่านกลุ่มดารานักแสดงที่ได้รับความนิยมในฟิลิปปินส์ ทั้งในส่วนของการรีวิวสินค้าผ่านสื่อโซเซียลมีเดีย (สำหรับผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก) การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อประเภทต่างๆ (สำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านเงินทุน) น่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสสูงในการเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้

จากที่กล่าวมาข้างต้น เครื่องสำอางสมุนไพรไทย นับว่ามัโอกาสในการเจาะตลาดผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ จากการตอบรับและตื่นตัวในกระแสความนิยมสินค้าสมุนไพรและออร์แกนิค ในขณะที่ไทยก็มีชื่อเสียงและความแข็งแกร่งด้านการผลิต รวมถึงความหลากหลายที่มีอยู่ของพืชสมุนไพรภายในประเทศ ทั้งนี้ นอกเหนือจากการวางโมเดลทางธุรกิจที่เหมาะสมแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรศึกษารายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบทางการค้าและมาตรฐานสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้สมุนไพรเป็นวัตถุดิบ การมองหาพันธมิตรทางการค้าที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำตลาดและกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความแตกต่างและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ เทรนด์ กระแสความนิยมที่เกิดขึ้นต่อสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางในฟิลิปปินส์ การประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านช่องทางใหม่ๆ อาทิ บล๊อกเกอร์ ดารานักแสดงหรือผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการความงาม เพื่อรีวิวสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นความน่าสนใจและเกิดการบอกต่อในวงกว้าง และประการสำคัญก็คือ การสร้างการรับรู้ในแบรนด์และการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาร่วมกันองค์กรหรือสถาบันต่างๆ ที่มีชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในระยะข้างหน้า ที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทย มีโอกาสเข้าไปแทรกพื้นที่ทางการตลาดที่มีอยู่เดิมได้เพิ่มมากขึ้น และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

ที่มา : หุ้นอินไซด์
วันที่ : 30 มกราคม พ.ศ. 2558

Tags:
, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,